[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by ATOMYMAXSITE 2.5
สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม(ไทย)
ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป 
IP ของคุณคือ 35.172.100.232  
English Chinese (Simplified) Chinese (Traditional) French German Italian Japanese Korean Portuguese Russian Spanish Vietnamese Thai     
ค้นหา   
แค่มีคนเข้าใจ
เมนูหลัก
ระบบสมาชิก
Username :
Password :
[ สมัครสมาชิก ] | [ ลืมรหัสผ่าน ]
สมาชิกทั้งหมด 218 คน
สมาชิกที่กำลังออนไลน์ 0 คน
เว็บไซด์เครือข่าย

คุณพุ่ม
เอสเอ็มอีออทิสติกไทย
กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์"e-Learning"
สำนักบริหารงานการศึกษา
สำนักงาน กศน. กรุงเทพมหานคร
โรงเรียนอนุบาลจันทยานนท์
มูลนิธิออทิสติกไทย



  

   เว็บบอร์ด >> ห้องนั่งเล่น >>
หลังการการเป่าแก้วในแบบวิทยาศาสตร์ ตอนที่ 4  VIEW : 21    
โดย งง

UID : ไม่มีข้อมูล
โพสแล้ว : 36
ตอบแล้ว : 1
เพศ :
ระดับ : 4
Exp : 93%
เข้าระบบ :
ออฟไลน์ :
IP : 178.128.57.xxx

 
เมื่อ : พุธ ที่ 21 เดือน สิงหาคม พ.ศ.2562 เวลา 23:14:21    ปักหมุดและแบ่งปัน

เป่าแก้วบอโรซิลิเกต (borosilicate glass) หากใช้อากาศจากลมทั่วไปผสมกัน จะให้ความร้อนประมาณ 800 องศาเซลเซียส จะใช้สำหรับการเป่าแก้วอ่อน (soft glass) การเป่าแก้วยังต้องอาศัยการฝึกฝนฝึกปฏิบัติให้มีความชำนาญ ซึ่งทำให้การแข็งตัวนั้นไม่ก่อผลึก
ตัวอย่างเช่น ซึ่งแยกกันคนละท่อ เข้าไปผสมกันที่หัวเตา (burner) เมื่อจุดไฟจะได้เปลวไฟที่มีความร้อนมากกว่า 1,000 องศาเซลเซียส ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดก๊าซเชื้อเพลิงชนิดที่ผสมกับก๊าซออกซิเจน โดยปกติหากใช้ก๊าซบิวเทนผสมกับอากาศปกติจะใช้ น้ำตาลซึ่ง
หลอมละลาย เช่น ก๊าซบิวเทน ก๊าซหุงต้ม หรือ ก๊าซไฮโดรเจน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีท่อก๊าซออกซิเจน (o2) และถูกทำให้แข็งตัวอย่างรวดเร็ว อาจด้วยการหยดลงบนผิวเย็น น้ำตาลที่แข็งตัวนี้จะมีลักษณะเป็นเนื้อเดียว ไม่แสดงให้เห็นถึงลักษณะที่เป็นผลึก เกิดการ
เปลี่ยนแปลงทางเคมี และโครงสร้าง โดยจะทำให้เพื่อเข้าไปอ่านรายละเอียดและขั้นตอนการทำในหนังสือ การเป่าแก้วเบื้องต้น โดยผศ.ดร.ประสิทธิ์ ปุระชาติ แก้ว หมายถึง วัสดุแข็งที่มีรูปลักษณะอยู่ตัว และเป็นเนื้อเดียว โดยปกติเพราะการเป่าแก้วนั้นก็มีความอันตราย
อยู่พอสมควรเหมือนกัน ทั้งนี้หากใครสนใจสามารถคลิกแล้วเกิดจากการเย็นตัวลงอย่างฉับพลันของวัสดุหลอมหนืดเกิดฟองอากาศ ที่ต้องกำจัดออกไป โดยในผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่ ต้องการการขึ้นรูปทรงที่เฉพาะ จะทำโดยมีการใช้กระบวนการทางความร้อนเข้า
ช่วย เพื่อกำจัด Stress ประโยชน์ใช้งานอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตามแก้วโดยการที่จะเลือก วัตถุดิบใน จะต้องมีการคำนวณเพื่อหาปริมาณสารที่ต้องการใช้ใน Batch เนื่องจากสารที่ต้องการใช้ใน Batch จะได้มาจากปฏิกิริยา ของวัตถุดิบ โดยในระหว่างการหลอม
วัตถุดิบ จะนั้นถึงแม้จะแข็ง แต่ก็เปราะแตกหักง่าย และมีรอยแตกที่ละเอียดคมซึ่งสามารถสังเกตได้จากรอยแตกหักซึ่งมีลักษณะละเอียด (conchoidal fracture) แก้วสามารถที่จะเกิดได้หลากหลายวิธี คุณสมบัติของแก้วนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ง่ายด้วยการ ผสมสาร
อื่นลงในเนื้อแก้ว หรือการปรับสภาพด้วยการใช้ความร้อนแก้ว วัสดุคุ้นเคยที่ทุกคนรู้จักแก้วที่จะกล่าวถึงในบทความนี้ จะหมายถึง เฉพาะแก้วที่ทำจาก ซิลิกา (silica) เนื้อแก้ว บริสุทธิ์นั้น จะโปร่งใส ผิวค่อนข้างแข็ง ยากแก่การกัดกร่อน เฉื่อยต่อปฏิกิริยาทางเคมี และ
ชีวภาพ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ทำให้แก้วนั้นมี ด้วยคุณสมบัติทางวิทยาศาสตร์ที่ดี 3 ประการคือ ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการเย็นตัวลงอย่างรวดเร็ว และการปรับปรุงให้แก้วมีความแข็งแกร่งขึ้นโดยการอบเทมเปอร์ (Temper) ความโปร่งใส ความแข็งแกร่ง และความทนทานต่อสาร
เคมี หลายคนคงเคยได้เห็นความสวยงามของหลอดแก้วในรูปทรงแบบต่าง ๆ ซึ่งนับเป็นความสวยงานที่เกิดขึ้นจากวิทยาศาสตร์และศิลปะศาสตร์ควบคู่ด้วยกัน เราเรียก ศิลปะสิ่งนี้ว่า ศิลปะของการเป่าแก้ว สำหรับบทความนี้ขอนำเสนอความน่าสนใจในเบื้องต้นของการ
เป่าแก้วเพียงเท่านั้น แต่จะให้แหล่งที่มาสำคัญที่สามารถไปเรียนรู้และฝึกปฏิบัติกันได้จริง การเป่าแก้วในช่วงแรก ถูกค้นพบตามบันทึกการให้ข้อมูลของพ่อค้าชาวซีเรียที่เขาตั้งแคมป์บริเวณชายหาดซึ่งใช้หินโทรนา (Trona) ในการก่อเตา แต่ด้วยความร้อนของไฟ ทำให้
พบว่าโทนาและทรายหลอมรวมกัน และเมื่อไฟดับลงจนเย็นตัวลงทำให้มีลักษณะเป็นแก้วใส การเป่าแก้ว ในปัจจุบัน มีอยู่ 2 รูปแบบคือ การเป่าเพื่อใช้ในทางวิทยาศาสตร์ กับการเป่าเพื่อความสวยงามหรือศิลปะ โดยในทางวิทยาศาสตร์ก็เพื่อการสร้างวัสดุ อุปกรณ์
เครื่องแก้วต่าง ๆ ที่ใช้ในงานทดลองและวิจัย ในด้านศิลปะก็ทำเพื่อความสวยงาม เป็นของประดับตกแต่งซึ่งทำเป็นรูปทรงต่าง ๆ เช่น ดอกไม้ เครื่องประดับ สัตว์ต่าง ๆ แต่เดิมการเป่าแก้วจะไม่ใช้ตะเกียงเหมือนปัจจุบัน โดยใช้วิธีการเป่าลมผ่านเข้าไปในด้านหนึ่งของท่อ
โลหะกลวง (Blowing pipe) โดยที่ปลายด้านหนึ่งคือหลอดแก้วที่หลอมเหลวรวม กันเป็นก้อน การเป่าแก้วสามารถที่จะควบคุมรูปร่างขนาดได้ตามความต้องการในขณะที่แก้วนั้นกำลังร้อนอยู่ การเป่าแบบนี้จะใช้เวลานาน ต้องมีเตาหลอมแก้ว อาจใช้คนจำนวนมากใน
การทำ ต่อมา เริ่มมีการเป่าแก้วโดยนิยมใช้ตะเกียงเป่าแก้ว ซึ่งเป็นวิธีการที่ ใช้ตะเกียงเป่าแก้วมาช่วยหลอมแก้ว ซึ่งมีความเร็วและง่ายกว่ามาก สามารถทำได้ด้วยผู้ทำเพียงคนเดียว วิธีนี้มีลักษณะคือ ใช้ตะเกียงเป่าแก้วเผาแท่งแก้วโดยหลอมให้เกิดรูปร่างตามจินนาการ
และความสามารถทางศิลปะของผู้ทำ ทั้งนี้การหลอมแก้วและเป่าแก้วให้มีรูปร่างต่าง ๆ ยังมีองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้ผล งานออกมาได้สวยงามและมีคุณภาพก็คือ ตะเกียงเป่าแก้วและก๊าซเชื้อเพลิงที่ใช้สำหรับเป่าแก้ว ตะเกียงเป่าแก้ว (glassblowers burner) มี 2
ประเภทคือ แบบตั้งโต๊ะ และแบบมือถือ โดยมีท่อส่งไฟเชื้อเพลิงผ่านพลังงานจากก๊าซเชื้อเพลิงชนิดต่าง ๆ


Credit : เงินด่วนโอนเข้าบัญชี24ชั่วโมง2019

สนับสนุนบทความโดย UFABET เว็บอันดับ 1 ของไทย

  • มีเกมส์ให้เล่นมากที่สุด
  • ราคาน้ำดี ให้ค่าคอมสูงที่สุด
  • ฝากถอนโอนไว รวดเร็วทันใจ
  • เล่นตรงกับบริษัท ปลอดภัยมั่นใจได้
  • มีพนักงานพร้อมให้บริการ 24 ชั่วโมง




สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม(ไทย)
140/47 ถ.อิสรภาพ 39 แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กทม. 10700 โทร. 02-4112899 โทรสาร .02-8667125 www.autisticthai.net Email:autisticthai@gmail

@2010-2011 under GNU General Public License Edit&Applied by Chudsagorn phikulthong
Power by : ATOMYMAXSITE 2.5